Share อ่านทั้งหมด»

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยเรื่อง การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม : กรณีศึกษาชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) โดย นางลดาวัลย์ แก้วสีนวล 

การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมกรณีศึกษาชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการ และ ลักษณะของการสื่อสารของชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาปัจจัยทางวัฒนธรรมของชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ที่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสาร ศึกษาอิทธิพลของสื่อมวลชน สื่อบุคคล และสื่ออื่น ๆที่มีผลต่อการสร้างความรู้ การสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อสร้างรูปแบบการ สื่อสารที่เหมาะสมในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างประชาชน ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

“จังหวัดชายแดนภาคใต้” แต่เดิมใช้เรียกจังหวัด ปัตตาน ียะลา นราธิวาส และ สตูล โดยเรียกชื่อรวมกันว่า “สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ต่อมารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้พิจารณาเห็นว่าการใช้ คำว่า “สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้” เป็นการก่อให้เกิดการแบ่งแยก จึงมีมติให้เปลี่ยนเป็น “จังหวัดชายแดนภาคใต้” เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2524 ในระยะต่อมาจึงได้มี คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 ลงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2524 เรื่อง การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้กำหนดไว้ว่า “จังหวัดชายแดนภาคใต้” หมายถึง จังหวัดปัตตาน ียะลา นราธิวาส สตูล และ สงขลา (กิตติ รัตนฉายา, 2536 หน้า 5) 

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดพื้นที่ในการศึกษาในขอบเขตของพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เนื่องจากในสามจังหวัดดังกล่าวนี้มีความรุนแรงของปัญหาการ ก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบัน ทั้งนี้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ ประเทศไทยที่ประกอบด้วย จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส นั้น ในอดีตเป็นจังหวัดที่มี ความสงบและสันติสุข มีความสมานสามัคคีระหว่างพี่น้องชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม มีการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติ มีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันและมีความเข้าใจ อันดีต่อกันเรื่อยมา เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เดียวกันมายาวนาน จะมีความแตกต่างกันบ้างก็ในด้านการ ใช้ภาษาและการนับถือศาสนา ที่ต่างคนต่างปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน และด้านภาษานั้นคนไทยพุทธจะใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ เป็นภาษาพูดและชาวไทยมุสลิมให้ภาษายาวี เป็นภาษาพูดในกลุ่มของตน ทั้งนี้ กลุ่มคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ และกลุ่มคนไทยที่นับถือ ศาสนาอิสลาม หรือ “ชาวไทยมุสลิม” ความแตกต่างกันของคนไทยสองวัฒนธรรม และ ความแตกต่างทางเอกลักษณ์ ของแต่ละวัฒนธรรมที่กล่าวมานี้ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาในด้าน ความสัมพันธ์กันในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องกระบวนการการก่อการร้ายต่าง ๆ ซึ่ง เรียกร้องผลประโยชน์กลายเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็นปัญหา ที่รัฐบาลทุกสมัยต้องขบคิดวิธีการแก้ปัญหาและแสวงหาหนทางเพื่อยุติสถานการณ์ความ ไม่เข้าใจเหล่านี้ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามยุทธวิธีต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่า เหตุการณ์จะสงบลง 

แต่อย่างไรก็ตาม ภาคใต้นั้นมีลักษณะทางสังคมที่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “พื้นที่พิเศษ” เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวไทยมุสลิม ดำเนินชีวิตไปตามหลักคำสอนแห่งศาสนาอิสลาม เป็นสำคัญ การดำเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เกิดขึ้น หรือกำลังอยู่ในระหว่างการเร่งดำเนินการ หากการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำริจะนำเข้าไปเพื่อพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น ไม่สอดคล้อง กับสภาพความเป็นจริงทางท้องถิ่น วิถีชีวิต และค่านิยมของประชาชนในพื้นที่ สิ่งที่จะตามมา ก็คือความล้มเหลวของโครงการซึ่งเป็นการสูญเสียเงินงบประมาณอย่างมหาศาลโดยใช่เหตุ 

ด้วยเหตุที่กล่าวมาจะเห็นว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม นำมาซึ่งอุปสรรคในการสื่อสาร ดังนั้นแนวทางการศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็น ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาถึงลักษณะ ที่มาของแบบแผนแห่งความคิด การแสดงออก การสื่อสาร หรือการแสดงทางพฤติกรรมเพื่อการ สื่อสารระหว่างกันทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมจำเป็นต้องศึกษาและมีความรู้ ความเข้าใจ เป็นอย่างดีเกี่ยวกับวัฒนธรรมของแต่ละฝ่าย เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อทัศนคติและพฤติกรรม ของบุคคลหรือกลุ่มคนนั้น ๆ การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อประชาชนที่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากเป็นการสื่อสารที่ต้องมีการผสมผสานระหว่าง การใช้ถ้อยคำ ภาษา วิธีการสื่อสาร ตลอดจนสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แสดงออกมาควบคู่กับลักษณะ ทางวัฒนธรรม ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานที่มาของรูปแบบแนวความคิด อุปนิสัย และวิถีชีวิต ตลอดจนค่านิยมต่าง ๆ ในการที่จะช่วยส่งเสริมการเข้าใจร่วมกันและเป็นผลในการสร้างเสริม สัมพันธภาพที่ดีต่อชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในที่สุด 

เป็นการวิจัยแบบผสมสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การเก็บข้อมูลพื้นฐานโดยใช้แบบสอบถาม การประชุมกลุ่มเฉพาะ และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก 

ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 

ผลวิจัยครั้งนี้พบว่าเป็นเพศชาย มากกว่า เพศหญิงมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 21-23 ปี นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 90.5 ส่วนใหญ่ยังเป็นโสดมีจำนวนสมาชิกในครอบครัวระหว่าง 4 -6 คน และมีสถานภาพเป็นบุตรสาวมากที่สุด ด้านการศึกษาพบว่ามีการศึกษาในระดับปริญญาตรี มากที่สุด รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีพของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา รองลงมาคือรับจ้างทั่วไป จำนวนปีที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านคือ ระหว่าง 21-30 ปี พฤติกรรมการ เปิดรับข่าวสารจากสื่อวิทยุกระจายเสียงของกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เปิดรับข่าวสารจากสื่อวิทยุกระจายเสียงร้อยละ 82 โดยมีความถี่ในการเปิดรับสัปดาห์ละ 2-3 วัน ระยะเวลาที่เปิดรับคือ ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับรายการวิทยุกระจายเสียงที่เปิดรับ ได้แก่ รายการประเภทรายงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ พบว่า ส่วนใหญ่เปิดรับข่าวสารจากสื่อวิทยุโทรทัศน์คิดเป็น ร้อยละ 92.8 โดยมีความถี่ในการเปิดรับ รับทุกวัน ระยะเวลาที่เปิดรับคือ มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน รายการโทรทัศน์ที่เปิดรับคือรายการ ประเภทรายงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่เปิดรับข่าวสารจากสื่อหนังสือพิมพ์ โดยมีความถี่ในการเปิดรับสัปดาห์ละ 2-3 วัน ระยะเวลาที่เปิดรับคือ ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับคอลัมน์หรือประเภทเนื้อหาคือ รายงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารจากสื่อบุคคลพบว่า ส่วนใหญ่เปิด รับข่าวสารจากบุคคลในครอบครัว รองลงมาคือเพื่อนบ้านที่นับถือศาสนาเดียวกันและญาติ โดยความถี่และเนื้อหาในการพูดคุย ได้แก่ ข่าวสารทั่วไป มีความถี่ในการพูดคุยมากที่สุด ความคิดเห็น ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการนำเสนอข่าวสารจากสื่อมวลชนในการวิจัยครั้งนี้พบว่า ความรวดเร็วใน การนำเสนอข่าวสารเป็นประเด็นที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นด้วยในระดับมาก ทั้งนี้ความไม่มั่นใจ ในการนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่เชื่อถือข่าวสารที่สื่อมวลชน นำเสนอประเด็นทางวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสาร พบว่า ความถี่ในการพูดคุยกับ คนต่างศาสนาส่วนใหญ่มีการพูดคุยกันทุกวัน โดยลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคลต่างศาสนาที่ พูดคุยด้วยคือ เพื่อนบ้าน มากที่สุด ประเภทเนื้อหาที่พูดคุยได้แก่ สถานการณ์ทั่วไปในหมู่บ้าน 

สำหรับสถานที่ที่พบปะพูดคุยกันส่วนใหญ่คือ ในศาสนสถาน (มัสยิด) รองลงมาคือในร้าน น้ำชาและในบริเวณหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังพบว่าการเข้าร่วมกิจกรรมหรือพิธีกรรมทางศาสนานั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคย เข้าร่วมกิจกรรมของคนต่างศาสนา และประเภทกิจกรรมหรือ พิธีกรรมที่เข้าร่วม ได้แก่ งานแต่งงาน มากที่สุด 

ผลการวิจัยครั้งนี้ยังพบว่าช่องทางในการแพร่กระจายข่าวสารมาจากแหล่งสำคัญคือมัสยิด ร้านน้ำชา โดยที่มัสยิดเป็นศาสนสถานที่ชาวไทยมุสลิมต้องเข้าไปประกอบศาสนกิจเป็นประจำ ทุกวัน ส่วนร้านน้ำชาเป็นแหล่งนัดพบปะเพื่อพูดคุยกันในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป สำหรับ ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทและอิทธิพลของสื่อแต่ละประเภทพบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยในประเด็น เกี่ยวกับบทบาทและอิทธิพลของข่าวสารที่ได้รับจากคนต่างศาสนามีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลข่าวสาร ส่วนใหญ่มีที่มาจากสื่อมวลชน ความน่าเชื่อถือของข่าวสารที่มาจากผู้นำชุมชน ข่าวสารต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากการสนทนาในที่ต่าง ๆ การติดต่อสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ จะทำให้ได้รับข่าวสารและ มีความรู้มากขึ้น การติดต่อสื่อสารทำให้คนในชุมชนมีความสามัคคีกัน เมื่อได้รับข่าวสารใด ๆ แล้วมักจะนำไปเล่าต่อกับบุคคลอื่น ๆ ข่าวสารจากสื่อมวลชนทำให้ผู้รับสารมีการตัดสินใจในเรื่อง ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ความแตกต่างทางศาสนาไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและ การติดต่อกับคนต่างศาสนาทำให้ได้รู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน 

จากผลการวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดรับ ข่าวสารจากสื่อมวลชน โดยประชาชนให้ความสนใจข่าวสารประเภทรายงานข่าวและสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นโดยมีการติดตามข้อมูลที่มีความถี่สูง แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความน่าเชื่อถือที่มีต่อ ข่าวสารที่นำเสนอโดยสื่อมวลชนนั้นยังไม่มั่นใจในด้านความถูกต้องของข้อมูลและความเป็นกลาง ผลจากการวิจัยยังพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น มีการพบปะกันน้อยและสื่อสารกันเฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ทำ ให้นำไปสู่การพัฒนาการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมของชาวไทยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน อันเป็น พื้นที่ที่มีความพิเศษในแง่วัฒนธรรมระหว่างคู่สื่อสาร รูปแบบการดำเนินชีวิตและคติความเชื่อ ที่เรียกชื่อว่ากระบวนทัศน์


วิทยานิพนธ์ เรื่อง “แนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีในกรณีปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวทางสมานฉันท์” โดย นายรชฎ จันทร์ทอง 

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะใช้แนวทางสมานฉันท์ในการแก้ปัญหา ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต ้โดยศึกษาจากเอกสารคำสัมภาษณ ์คำปราศรัย สุนทรภพ แถลงการณ ์มาประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา สามารถสรุปผลการศึกษาได้ว่าปัญหาความ ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่ได้ก่อตัวมายาวนาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้มี ปัจจัยในหลายด้านที่ก่อให้เกิดปัญหา เช่น ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความเป็นอัตลักษณ์ของประชาชน ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหา ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งปัญหาความ ไม่สงบนี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแนวทางสมานฉันท์นั้น เป็นแนวทางที่แม้จะไม่เห็นผลทันทีแต่จะ เกิดผลดีในระยะยาวซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปในสากลโลก ทั้งนี้ผู้วิจัย เห็นว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวทางสมานฉันท์ ของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ น่าที่จะเป็นแนวทางไปสู่ความสำเร็จ อย่างยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาได้ หรืออย่างน้อยก็น่าที่จะลดความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ้าง ทั้งนี้เนื่องจากเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตามแนวทาง การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการระยะยาว อีกทั้งการแก้ไข ปัญหาจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความพร้อมและความร่วมมือของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการดำเนินการ 

ข้อเสนอแนะ 

1. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แนวทางนโยบายจะประสบความสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับการ บริหารจัดการ และความเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างของนายกรัฐมนตรี

2. ควรเร่งรณรงค์ต่อสังคมให้เกิดความตระหนักเห็นคุณค่าของสังคม ที่มีความแตกต่าง ของเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม รวมทั้งยอมรับความแตกต่างของสังคมร่วมกัน

3. เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ และประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นการเปิด โอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วม เสนอความคิดเห็นในการตัดสินปัญหาสำคัญของคนในพื้นที่ กำหน ดนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่

4. เน้นกระบวนการที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่และในประเทศได้เล็งเห็นถึงความ สำคัญ ความจำเป็น และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น จากการใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการยอมรับของสังคมมากขึ้นและก่อให้เกิดความร่วมมือของสังคมต่อแนวทาง ดังกล่าวทำให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลการสำรวจ : ความคิดเห็นของประชาชน ต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สวนดุสิตโพล 

นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ผู้อำนวยการสวนดุสิตโพล เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของ ประชาชน ต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายต่างให้ความสำคัญ กับการแก้ไข และในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของ ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอ จังหวัดสงขลา ต่อการแก้ไขปัญหาความ ไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของสงขลา ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage andom) จำนวนทั้งสิ้น 2,014 คน ระหว่างวันที่ 17–24 กันยายน 2553 

เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อ ความเป็นอยู่และ ความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ในปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ความเป็นอยู่เหมือนเดิม 55.66% ดีขึ้น 37.19% แย่ลง 6.85% และ ไม่ระบุ 0.30% เมื่อประชาชนคิดว่าปัญหาความ ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรวมแล้ว ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ค่อนข้างเหมือนเดิม 53.03% เหมือนเดิม 29.54% ดีขึ้นมากที่สุด 11.27% ไม่ดีขึ้นเลย 1.54% ไม่แสดงความคิดเห็น 0.4% ส่วนหน่วยงานหรือแหล่งที่ ประชาชนสามารถแจ้งหรือร้องเรียน เกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างเลือก ศูนย์อำนวยความเป็นธรรมภาคประชาชนระดับ ตำบล 26.15% สายด่วนสันติสุขถาวร 1880 23.48% วิทยุ ศอ.บต.ออนไลน์ (FM 90.0) 22.89% ศูนย์ดำรงธรรมชายแดนภาคใต้ 15.07% 

ส่วนปัญหาที่สำคัญมากที่สุดสำหรับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ รายได้ ไม่พอกับรายจ่าย/ ค่าครองชีพ 28.42% ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 22.98% การทำงาน ของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ 13.73% การศึกษาของบุตรหลาน 13.49% ไม่ได้รับความเป็นธรรมใน การช่วยเหลือ/พัฒนา 8.65% ปัญหาอาชญากรรม 7.13% ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางกฎหมาย 5.16% ด้านความพึงพอใจต่อการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต ้จาก 5 คะแนนเต็ม พบว่า ความพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหาโดยรวมของรัฐบาล ได้ 3.71 คะแนน คิดเป็น 74.10% การส่งเสริมการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต 3.64 คะแนน คิดเป็น 72.80% ความพึงพอใจต่อการทำงานของคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่ พิเศษฯ 3.61 คะแนน คิดเป็น 72.20% นโยบายส่งเสริม และให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร/ประมง และส่งเสริมสินค้าพื้นบ้านของชุมชน 3.58 คิดเป็น 71.60% ดูแลกลไกราคาเกษตร/ราคายาง ไม่ให้มีราคาตกต่ำ 3.57 คิดเป็น 71.40% นโยบายการแก้ไขปัญหาของรัฐตรงกับความต้องการ ของประชาชน 3.53 คะแนน คิดเป็น 70.60% 

สิ่งที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการให้การแก้ไขปัญหาชายแดน ภาคใต้ อยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลอย่างทั่วถึง ใกล้ชิดกับประชาชนให้มากขึ้น 32.56% ควรเข้มงวดในการจับกุม และจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดให้มากกว่านี้ 16.28% ควรส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับคนในชุมชนเพื่อสร้างรายได้ 15.50% ควรให้โอกาสทางการศึกษากับ ผู้ด้อยโอกาสมากกว่านี้/ กระจายการศึกษาให้ทั่วถึงทุกระดับ 13.18% การให้สิทธิต่างๆจากภาครัฐ ควรมีความยุติธรรม และมีการให้อย่างทั่วถึง 12.40% และอยากให้ทุก ๆ ฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหา ให้ตรงจุด 10.08% 

ที่มา: ไทยรัฐ ออนไลน์


การศึกษาเรื่อง “พหุวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” 

ข้อมูลที่รวบรวมเบื้องต้นโดย บัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหน่วย ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคใต้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยความ ร่วมมือกับศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2548 โดยทำการสังเกต และสัมภาษณ์ชาวบ้านและกลุ่มต่างๆในชุมชน รวม 6 ชุมชนประกอบด้วย 

1.  ชุมชนบือติงหะยีแม เขตเทศบาลเมืองปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี 
2. บ้านทุ่งเค็จ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 
3. ชุมชนกะมิยอต.กะมิยออ.เมืองจ.ปัตตานี4.ชุมชนหนองแรตต.หนองแรตอ.ยะหริ่งจ.ปัตตานี 
4. ชุมชนฮูมออลามัส ต.เจ๊ะเห อ. ตากใบ จ.นราธิวาส 
5. ชุมชนบ้านเชิงเขา ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส 
6. ชุมชนบ้านทอนอามาน อ.เมือง จ.นราธิวาส

ประวัติศาสตร์ของชุมชน 

เรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติการก่อตั้งถิ่นฐานของชุมชน ตำนานต่างๆ ในหมู่บ้านนั้น โดย เฉพาะเรื่องที่เป็นความทรงจำร่วม มีข้อสรุปว่า 

-ชุมชนมุสลิมและพุทธ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ร่วมกันมายาวนาน บางพื้นที่เป็นเวลาร่วมร้อยปี และมีการไปมาหาสู่กันเสมอเสมือนญาติมิตร หลายพื้นที่มี ความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติร่วมสายโลหิตเดียวกัน และมีประเพณีที่แสดงถึงความเป็นญาติ สืบต่อกันมาเช่น ประเพณีหุงข้าวใหม่ ของบ้านเชิงเขา อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส 

-ผู้นำศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโต๊ะครูเจ้าของสถาบันศึกษาปอเนาะ ในอดีต เป็นผู้ทรงความรู้ ที่มีอิทธิพลทางความคิดและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มักได้รับเคารพและยกย่องว่า เป็นคนเบอกัต (ประเสริฐ) เพียงเอ่ยปากให้ชาวบ้านทำสิ่งใด หรือขอความช่วยเหลืออะไรจาก ชาวบ้านในชุมชน ชาวบ้านจะรีบทำให้ทันที 

สายสัมพันธ์ของคนในชุมชน (พุทธ-มุสลิม) 
มีข้อสรุปว่า 

     -ส่วนมากชาวบ้าน จะมีสายสัมพันธ์ที่เป็นเครือญาติกัน 
     -ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธและมุสลิมมีความเป็นเพื่อนมีเพื่อนร่วมงาน เพื่อนเรียนร่วมชั้น มีการไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความเป็นชุมชน คือมีการประชุมร่วมกันมีการไปมาหาสู่กัน ถึงแม้ จะรู้สึกกลัวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน กลัวคนภายนอกหมู่บ้าน แต่ถ้าเป็นภายในหมู่บ้านจะไม่รู้สึก กลัวเพราะรู้จักกันหมด 
     -ในหมู่บ้าน แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และไทยพุทธมีน้อยกว่า แต่ก็อาศัยอยู่ร่วมกันมาได้จนถึงปัจจุบัน บางหมู่บ้านที่ประชากรไทยพุทธหมู่จำนวนน้อย แต่ กลับได้รับความเชื่อถือจากชาวไทยมุสลิมให้ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน และจะดูแลลูกบ้านได้ดี 
     -ชาวไทยพุทธที่นี่อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมกันแบบเพื่อน แบบญาติพี่น้องตัวเอง ไทยพุทธ บางคนก็มีญาติเป็นมุสลิมด้วย เวลามีงานประเพณีอะไรก็ช่วยเหลือกัน มีการบอกกล่าวกันเสมอ และมักถูกเชิญให้ไปร่วมงานของมุสลิมทุกงาน 
     -คนสมัยก่อน มีอะไรเขาชอบช่วยกัน คนไทยมุสลิมกับคนไทยพุทธ เขาช่วยเหลือกัน ไปมาบ้านกัน เป็นเพื่อนกัน สามัคคีกัน แต่สมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อน มีดาวะฮ์ เข้ามาสอน เมื่อ ก่อนอยู่กันดีอยู่แบบพี่แบบน้อง พอดาวะฮ์เข้ามาเขาสอนอย่างไรไม่รู้ทำให้มีปัญหา มีการแบ่งแยกกัน ไม่ได้ทะเลาะกันเพียงแต่ลดความสนิทลงไป พวกเราพี่น้องไทยพุทธไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นพี่น้องกันกับอิสลาม เมื่อก่อนคนมุสลิมเสียชีวิตก็ไปช่วยกันฝัง เขาไม่ได้รังเกียจอะไร เรารู้ว่า อิสลามเมื่อตายต้องชำระล้างให้สะอาด เอาสำลีมาอุดจมูก เวลาฝัง เขาจะขุดหลุมแซะไปซ้ายขวา ผู้หญิงแซะซ้าย อิสลามเขาฉลาดในการฝังศพ หน้าไปทิศตะวันตก หัวไปทิศเหนือ อยากให้ภาพคนพุทธ คนอิสลาม เหมือนแต่ก่อนทำอะไรร่วมกันได้ เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกันไม่ทะเลาะกัน 

การปรับตัวของชุมชนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

มุสลิมสามารถปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา หากสิ่งเหล่านั้นไม่ขัดกับหลักศาสนา 

     - การปรับตัวด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ 
       ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้าง เยาวชนในชุมชนเริ่มได้รับการเรียน สามัญเริ่มมีการเรียนรู้ภาษาไทยขึ้น มีการพูดภาษาไทยมากขึ้น (เมื่อก่อนคนชุมชนนี้และ ชาวไทยพุทธที่อยู่ใกล้เคียงกันพูดภาษามลายูล้วน) ปัจจุบันชุมชนที่นี่นิยมส่งลูกหลานเรียนโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลาม เด็กที่เรียนปอเนาะอย่างเดียวจะนิยมอยู่บ้าน แต่ถ้าเรียนจบปริญญาตรี จากที่อื่นจะนิยมกลับมาทำงานที่บ้านที่ชุมชนตนเอง เป็นบัณฑิตตกงานจึงกลับบ้าน พวกผู้ชาย ส่วนใหญ่จะไม่เรียนหนังสือต่อ จะไปเป็นกุ๊กหรือทำประมงที่ประเทศมาเลเซีย ถ้าผู้หญิงไป มาเลเซียบ้างก็จะไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก 

     - การปรับตัวด้านศาสนา 
       ปัจจุบันคนแก่ ๆ ในชุมชน เริ่มหันกลับมาเรียนรู้หลักการที่ถูกต้องของศาสนาอิสลาม มากขึ้น ทุกคืนวันอังคารของทุกสัปดาห์ จะพากันไปฟังคำสอนและพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน มีความ เข้าใจหลักการศาสนาที่ถูกต้องมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน วัยรุ่นในชุมชนก็ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม การแต่งกาย อิทธิพลจากสื่อทีวีเป็นแบบลักษณะตะวันตก ซึ่งเข้ามาปรับกับวัฒนธรรมการ แต่งกายแบบมลายูอิสลามของตนเอง 

     - การปรับตัวต่อด้านสถานการณ์ในพื้นที่ 
       แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกไปในตอนค่ำคืน จะมีอาการหวาดผวาตามข่าวที่ออกตามทีวีแต่จะมีการมาฟังคุยกันมีการตักเตือนกันให้ระวังตัวมากขึ้น แต่ข้อดีคือ ผู้ใหญ่จะหันมาดูแลลูกหลานมากขึ้นครอบครัวสนิทกันมากขึ้น 

     -หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนไปทำงานที่ ประเทศมาเลเซียมากขึ้นเพราะปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้น 

     -ชุมชนชายแดน เช่น คนในชุมชนฮูมอลานัส อ.ตากใบ ส่วนใหญ่จะมีญาติไปตั้งรกราก ที่ประเทศมาเลเซียทั้งที่เป็นคนไทยและคนมาเลเซียโดยกำเนิด แต่ไม่ค่อยมีการไปมาหาสู่ระหว่างกัน นอกจากมีกิจธุระที่สำคัญเช่น งานแต่งงาน ญาติผู้ใหญ่เสียหรือป่วย คนในชุมชนที่ไปตั้งรกรากที่ ประเทศมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่แต่งงานกับคนมาเลเซีย มีบุตรหลานที่เรียนในมาเลเซีย และกลายเป็นคนมาเลเซีย ยิ่งเกิดสถานการณ์ความไม่สงบ การติดต่อมาหาสู่กับญาติที่ประเทศไทย ยิ่งน้อยลง เนื่องจากไม่กล้าเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 

ความคิดเห็นของคนในพื้นที่ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน 

     1. สถานการณ์ปัจจุบันนี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงในการดำรงชีพ แม้แต่การทำมาหากิน กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจะออกไปไหนมาไหนต้องระวังตัวเองตลอดเวลา กลัวโดนยิงบ้าง กลัวระเบิดบ้าง รู้สึกเหมือนจะแบ่งแยกกันเลย ทั้งๆ ที่คนกระทำผิดจับได้ก็ปล่อยเพราะ ไม่มีหลักฐานเพียงพอ คนตายก็ให้เงิน นึกถึงคนบริสุทธิ์บ้าง ถูกเมียที่อยู่ข้างหลังว่าจะมีความรู้สึก เช่นไร ครอบครัวต้องการความอบอุ่น ลูกต้องการพ่อ การขาดสมาชิกเสาหลักในบ้านไปคนหนึ่ง คนอยู่ข้างหลังจะเป็นอย่างไร สถานการณ์เช่นนี้ ไม่อยากให้มีอีกเลย ขอให้อยู่กันอย่างสงบสันติเสียที ครอบครัวใครๆ ก็รัก อนาคตของครอบครัว อนาคตของเด็กๆ เหล่านั้นจะเป็นอย่างไร

     2. อยากฝากไปถึงผู้บงการ ว่าอย่าทำลายเด็กเลย อย่าหลอกลวงเยาวชนเลย อย่าใช้เงิน อย่าให้ ความหวังและความฝันมาลวงเด็ก เพราะถ้าหากว่าเด็กเยาวชนหลงกลแล้วไปทำ เด็กก็เกิดคดีติดตัวแล้ว เพราะทำงานกันเป็นแบบกลุ่ม เป็นเครือข่ายจะเข้ามาทำลายอนาคตของพวกเยาวชนของเรา

     3. ทัศนะมุมมองจากเยาวชนชุมชนบ้านทอนอามาน 

          -เห็นด้วยกับการเผยแพร่ถึงวัฒนธรรมประเพณี, วิถีชีวิต และเป็นการสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้กับคนภายนอกได้รับรู้ว่าเป็นอย่างไร อยากให้เข้าใจใหม่ว่าคน จังหวัดชายแดนใต้ รักความสงบ อย่าเหมารวมว่าไม่ดีหมด 

          -เปิดพื้นที่ของการรับรู้ให้กว้างขึ้น เนื่องจากคนภายนอกจะมองภาพ 3 จังหวัด ชายแดนใต้แล้วจะนึกถึงความรุนแรง, ระเบิด, คนตาย หรือเหยื่อของเหตุการณ์ความรุนแรง โดยผ่านการสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ซึ่งอาจจะมีทั้งที่เป็นจริง และไม่จริง แต่ถ้าจะมีใครหรือคนกลุ่มใด ที่จะสื่อถึงวัฒนธรรมของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้คนคนนั้นต้องเข้าใจ และรู้จริงถึงวัฒนธรรมของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างลึกซึ้ง จริงๆ เปิดเผยข้อมูลได้ถูกต้อง เข้าถึงตัวตน, และมิติต่างๆ การรู้วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างลึกซึ้ง จะทำให้ทราบถึงตัวตนจริงๆ ของคน 

          -การสร้างความรู้ ต้องผ่านมุมมองที่หลากหลาย บางครั้งพื้นที่หนึ่ง (ระดับเล็ก) อาจ ไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนถึงสังคมใหญ่ (ระดับใหญ่ได้) 






«กลับ | อ่านทั้งหมด»

หนูดีใจมากที่ได้อยู่จังหวัดปัตตานีเพราะคนปัตตานีใจดี บ้านเกิดแม่ขอเป็นกำลังใจให้คนทุกๆคนอยู่แบบเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สู้ๆๆๆ
ด.ญ.กูมัสนิง สุดทองคง

ขอให้ภาคใต้สงบ และผู้คนมีความสุข
p'pradit

รักกันไว้เถิด
suneeya

สร้างสรรค์อิสลามด้วยการสามัคคี อิสลามคือการสันติ
กันตาณา แว่งนุ้ย

ขอให้ความยุติธรรมและความสงบสุข กลับมาเหมือนในอดีต
b,mad

ผมขอให้พี่น้องชายแดนใต้อดทนคงอีก ไม่นานชายแดนใต้คงสงบร่มเย็นอย่างที่เราทุกคนตั้งใจ "ชายแดนใต้..สงบสบายแล้ว"
สุริยา

อ่านทั้งหมด»

กรมประชาสัมพันธ์
เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 02-618-2323
อีเมล์